วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Everything has changed!


When I was a child, everything seems to be simple. For instance, when someone did good things for me, it meant that they are good people.

Everything has changed when I grow old, at least they changes my whole opinion. Nothing that I can truly trust. When people do good things for me, it doesn’t mean they are good people or want me to be happy. Everything are involved benefits.
On the contrary,if you have nothing for them, it’s easy to be ignored. As Darwin’s theory ‘Natural selection’, the ones who are weak, they have to be eliminated.


I don’t want to be pessimistic and I think my family doesn’t want me to be that person. Actually, I understand that everyone has their own reason in every action. Sometimes their reasons do not make any senses though. We cannot refuse the truth that they are reasonable.

The advantage of our tough live is you will always be conscious every single second to live here with those people, not everyone will condone to you exept God.



วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

IT IS NOT EASY TO BE HUMAN.

To do lists for this Tuesday (9th Dec, 2014)
- สอบ Microbial Genetics 8.30 - 11.30 am
- สอบ Cytology 1.00 - 4.00 pm
- สอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษ 5.30 - 8.00 pm
- ที่เหลือ... Dress up
- Let's go to Thonglor 


เห็นมั้ย ชีวิตแม่งยากกกกกกก ยากจะตายยยยยยยย
นี่ยังไม่รวมว่าวันพุธมีสอนพิเศษภาษาอังกฤษต่อบวกกับนัดอ่านหนังสือกับเพื่อนเพื่อสอบวันพฤหัสอีกตัวนะ!

เมื่อก่อนเราก็ไม่เข้าใจนะ ว่าทำไมคนต้องไปผับกัน กินเหล้า เต้น แล้วกลับบ้าน สนุกตรงไหนวะ? กินเหล้าก็กินกับเพื่อน กินที่บ้านไม่ดีกว่าหรอ ถูกกว่าด้วย ไปร้านนั่งก็ไม่ได้ อยู่บ้านจะนอน จะเปิดคาราโอเกะ จะเต้น จะเซิ้ง จะปิ้งบาร์บีคิวไปด้วยเลย ก็ยังได้!
ไปผับทำไมให้เปลืองตังค์!



แต่นั่นแหละ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองเลยแจ้~
พอได้ไปครั้งแรก จำได้ว่าไปเพราะเครียดสอบมิดเทอมกับเพื่อนในภาคบวกเขียนโปรเจคด้วย ซึ่งในตอนนั้นที่นัดไป สุดท้ายเราก็เบี้ยว เพราะก่อนหน้านั้นโต้รุ่งไม่ได้นอนเลยกว่าจะได้นอนจริงๆ ก็สิบโมงเช้าของอีกวันตื่นอีกทีก็สองทุ่มกว่า เลยบอกเพื่อนไปอย่างรู้สึกผิดบาปว่าไม่ไปนะ ร่างจะพังจริงๆ

หลังจากนั้นอีกอาทิตย์เราก็เลยต้องไปแบบปฏิเสธไม่ได้ เพราะตอนนั้นที่เบี้ยวไปทีเดียว แค่ทีเดียว โดนพวกมันสวดยับประดุจดั่งไปฆ่าหมา ไปเผาบ้านมัน (ขนาดนั้น) วันที่จะไปก็กลับมาแต่งตัวแบบขี้เกียจๆ หน้าแบบมึนๆ เพราะขี้เกียจไปด้วย ตอนนั้นมันไม่เคยไปไง รู้สึกแบบก็ไม่น่าจะมีอะไรป้ะ? แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่เราไปเพราะไปหาวัตถุดิบในการเขียนนิยาย คือแต่งถึงตอนที่มันเกี่ยวข้องกับในผับไง แต่ปัญหาคือ... เราไม่เคยไป ไม่เคยไปเลยแม้แต่ร้านเหล้าแบบ CocoWalk อ่ะ อ่ะๆ เคยไปครั้งนึงตอนที่ไปงานปีใหม่กับเพื่อนๆ พี่ใน Group2 แต่ได้กระดกเหล้าแค่ 2 อึก เพื่อนกลัวเราเมา ตอนนั้นจำได้ว่า Check in ด้วย พี่รหัสเอย เพื่อนเอย โทรติดตามเยี่ยงเป็นลูกสาวไม่เคยกลับบ้านหลังสี่ทุ่มเลย ตลกดี แต่ก็ชอบอ่ะ ชอบให้คนเป็นห่วง (โรคจิตสุด)


กลับๆๆๆ เข้าเรื่องต่อ! สรุปวันนั้นก็ไปกับเพื่อนของเพื่อนที่เรียนม.กรุงเทพ เพื่อนขับรถไป เราก็เออ! ดี ประหยัด ฮ่าๆๆ ได้รู้สึกเพื่อนต่างมหาลัยด้วย (ซึ่งตอนนี้ก็คุยกันเยี่ยงเป็นเพื่อนสาวคนสนิทเลย) พอไปถึง ความรู้สึกแรกคือ.... อะไรวะ ร้านเล็กแค่นี้เองหรอวะเนี้ย โหยยยยย อ่อนสุด แต่รู้สึกได้เลยว่าแอร์หนาวสุดดดด อะไรสุดดด อ่อ! วันนั้นไป 'นั่งเล่น' พอไปถึงเพื่อนที่เป็นตัวตั้งตัวตีก็สะกิดเราไปคุย ประมาณว่าได้โต๊ะที่มันบังคับต้องเอาเหล้า 4 ขวด เราก็อ๋อ เหรอ แล้วไงต่อ แล้วพอเพื่อนบอกราคามา... เราแบบบ เอิ่มมม เอาเหล้าไปคืนได้มั้ย คืนโต๊ะได้ป่าว? 55555 มันแพงอ่าาา ยังขอตังค์แม่ใช้อยู่เลยนะ กินไรไร้สาระฟุ่มเฟือยขนาดนี้ (ที่มาผับครั้งแรกนี่แม่ก็รู้นะ เราไม่ชอบโกหก ขี้เกียจจำ เดี๋ยวนางมารู้ทีหลังแล้วนางจะมาดราม่าใส่เราอีก: ปกติเราชอบบ่นๆ แม่อยู่แล้วไง เลยไม่ชินที่ต้องทำให้แม่ไม่สบายใจ เลยบอกๆ นางไปเลย give supporting details ว่าสมัยนางสาวๆ นางก็แซ่บเหมือนกัน เพราะงั้นได้โปรดเข้าใจลูกด้วยนะค้าาาาา) แต่พอนับๆ จำนวนคนที่ไปด้วยวันนั้น เราก็แบบ โอเค ก็ได้ๆๆ เพราะคนมันไปเยอะ หารกันเหลือไม่กี่ตังค์อยู่แล้ว (สรุปโต๊ะเราจ่าย 8,500 บาทเป็นค่าเสียหาย: น้องที่ไปด้วยกันมาบอกว่าอยากเปิดผับเลย รวยดี 55555)

วันนั้นความซวยบังเกิดเพราะเราไม่ได้กินไรเลยตั้งแต่ตอนเที่ยง มันเหมือนยุ่งๆ อะไรซักอย่าง แต่จำไม่ได้ว่ายุ่งอะไรนะ 55555 แต่ไม่ได้กินไรเลย กินแต่น้ำๆๆๆๆ พอมาถึงผับเราก็งอแงกับเพื่อนว่าหิวข้าวๆ เพื่อนก็บอกว่าเดี๋ยวพาไปซื้อไก่กิน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กิน ทำให้วันนั้นเราเมาเร็วมากกกก ชงเหล้าเองด้วย เข้มสุดๆๆๆๆๆ เพื่อนเกย์มาชิมบอกด่าว่า 'เหล้า-่าไรเมิงเนี้ย รสชาติหมาไม่แ-กมาก' คือแบบปกติก็ไม่ได้ชงเองอยู่แล้วป้ะคะ แล้วหน้าตาเรานี่เหมือนคนกินเหล้าบ่อยมากสินะคะ นั้นแหละ สุดท้ายก็เมาย้อยยยยยย แล้วเราแบบถ้าเมาจะง่วงนอนนนน ง่วงแบบอย่ามายุ่งกับช้านนนนนนนน~ ช้านจะนอนนนนนน ไปให้พ้นนนนนนนน แต่ก็นะ! พอเมาปุ๊บ ตอนแรกเราก็เต้นๆๆๆ อ่ะ พอเมาความบ้ามันก็บังเกิดขึ้นมาในบัดดลไรงี้ เต้นๆๆๆ เป็นเจ้าเข้า ตลกดี พอเต้นไม่ไหวก็ไปนั่งพัก แต่เพื่อนๆที่ไปด้วยกันก็มาดูแลเราตลอดอ่ะ เพื่อนสงสารเรามาก แล้วก็ด่าเพื่อนที่สัญญาว่าจะพาไปกินข้าวว่าทำไมไม่ยอมพาเราไปกินข้าวก่อน เมาเป็นลำยองมาก บลาๆ

แต่สุดท้ายวันนั้นเราก็กลับบ้านได้อย่างสวัสดิภาพ



และก็นำไปสู่การไปเที่ยวกลางคืนในครั้งต่อๆไป ได้แก่ Route66 Muse Safehouse Funky ตามลำดับ

พอไปแล้วเต้นๆๆๆ แล้วสนุกดี ชอบตรงนี้จริงๆ นะ เมื่อก่อนเพลงที่ฟังก็แนวหนุ่งหนิ่ง แต่ตอนนี้มีแต่ R&B HipHop PurePop เพลงอะไรที่มันออกตื๊ดๆในผับอ่ะ มาหาได้ในเครื่องเราเลย สงสารแม่เหมือนกัน เพราะเวลาแม่มาหาเราก็เปิดเพลงแบบนี้ให้นางฟัง แต่นางก็ไม่ได้ complain ไรนะ หรือทำใจได้นานแล้วก็ไม่รู้ว่ามีลูกบ้า 5555555

ตอนนี้เลยโดนเพื่อนมองว่าเป็นเด็กใจแตกแบบสมบูรณ์แบบไปด้วยปริยาย จริงๆ จะเรียกว่าใจแตกมั้ย? ก็ไม่น่าจะขนาดนั้นหรอกนะ เพราะเราไม่ได้ไปเสียตัว อะไรอย่างนั้นซักหน่อย เราว่าเราก็ป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เพราะเคยโดนโอบมากๆ แต่เราก็ผลักเขาออกไปได้อะไรแบบนี้ (ไม่ใช่ครั้งเดียวด้วยที่ต้องชักสีหน้า และด่ามันไปแบบนี้)



เหตุผลที่ทำให้เราชอบไปเพราะเราชอบเต้นจริงๆ นะ เต้นๆๆ กระโดดๆ แบบลืมตายอ่ะ ลืมเครียด ลืมโปรเจค ลืมว่าต้องส่ง essay ส่งจดหมายขอทุน ส่งการบ้าน ลืมความเครียดเรื่องที่บ้าน บลาๆๆๆๆ ไปหมดเลย ไอ้เรื่องเช็คเรทติ้งมันเป็นอะไรที่เล็กน้อยมาก เพราะแน่นอนว่าเราไม่สามารถไว้ใจ หรือให้ใจใครได้เลย
ปล. ไอ้เรื่องพวกนี้เรามารู้ทีหลัง หลังจากการสนิทกับน้องที่รู้จักที่เป็นเซียนนักเที่ยวตัวยงมาบอกเรา 
อย่าหาว่าโง่เลย เรียกว่าซื่อ หรือไร้เดียงสาจะไพเราะกว่าเยอะเลย 5555555 คือแบบเราก็คิดอย่างเดียวว่าคนไปผับคือ ไปเต้น ไปกินเหล้าแค่นั้น ไอ้ one night stand นี่ ฟังมาจากคนอื่นจริงๆ แล้วตกใจมากๆ ที่แบบไปเจอคนนัวกันสุดๆ ในผับไรงี้ บางคนก็ frenchkiss กันอีก (ยืนข้างๆ เราเลยแจ้ อกอีแป้นจะแตก!)

แต่แน่นอนว่าเราเก็บมายัดในนิยายเราแน่นอน เคยทำอะไรให้ตัวเองขาดทุนมั้ย เฟิร์น? ไม่เคย ไม่มีวัน 5555555555

ข้อดีของการเป็นเด็กติดเที่ยวกลางคืน
- แต่งหน้าเก่งขึ้นมั้ง? (แต่ก็ติดขนตาปลอมเองเป็นแล้วนะเฟ้ยยยย)
- ดูแลตัวเองได้ (หรือป่าว? แต่ปกติก็ดูแลตัวเองอยู่แล้วนะ)
- ระบบขับถ่ายดีขึ้น (กระโดดมากไปมั้ง กลับจากไปผับทีไร ท้องไส้เหมือนกินยาถ่ายเลยแจ้~)
- ร้องเพลงภาษาอังกฤษเก่งขึ้น (ฝึกภาษาๆ)
- รู้ลิมิตตัวเองในการแตะแอลกอฮอล์ไง (รู้ว่าตัวเองใกล้จะเมาตอนไหนอะไรยังไง) ล้างไส้ล้างพุงด้วยแอลกอฮอล์  (ปกติใช้แอลกอฮอล์แค่ตอนทำแลบไง ตอนนี้ลำไส้คลีนเลยจ้าาาา)
- หมดแล้วล่ะ จริงๆ แค่สามข้อแรกเท่านั้นแหละ ที่เหลือเป็นข้อแถล้วนๆ 55555555555


สำหรับเรา (ตอนนี้นะ ระบุวันให้เลยก็ได้ 3 นาฬิกากว่าๆ ของวันที่ 8 ธันวาคม 2014) ผู้หญิงไปผับไม่ใช่เรื่องแย่นะ ตราบใดที่คุณดูแลตัวเองได้ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน (ทำให้เพื่อนเป็นห่วงนี่นับว่าทำให้เดือดร้อนด้วยป้ะ? เราไม่นับละกันเนอะ) และไม่ได้ไปมั่ว ไปนัวกับใครเรี่ยราดให้ใครเขาดูถูกเอาได้อะไรอย่างนั้น เพราะเราด่าคนที่พยายามมาแต๊ะอั๋งเสมอว่า ถ้าอยากมีอะไร หรือตัณหากลับมาก ก็ไปซื้อการขายบริการทางเพศ ไม่ใช่มาทำแบบนี้กับเรา ไม่โอเคอย่างแรงจริงๆ ต่อให้คนที่มาทำอะไรแบบนี้หล่อ บวกรวยด้วยก็ได้ ยังไงก็ไม่ผ่านเหมือนกันอ่ะ หล่อ รวยไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีสิทธิพิเศษในการทำตัวต่ำๆ กับใคร ที่ไหน อย่างไร ก็ได้นะคะ

ที่สำคัญคือเงินที่เราเอาไปแรดแหล ก็เป็นเงินสอนพิเศษ (เพื่อนบอกว่าให้บอกน้องที่เรียนพิเศษว่า ตั้งใจเรียนหน่อย พี่จะเอาเงินไปกินเหล้า 55555555 ดูมันๆๆๆ จิกกัดเยี่ยงแม่ไก่) ที่เราหามาเอง ไม่ใช่เงินที่แม่ให้มา มันไม่โอเคจริงๆ ถ้าจะเอาเงินที่แม่ให้ไปใช้ในเรื่องหาประโยชน์อะไรไม่ได้แบบนั้น อันนี้เป็นเงินที่เราหามาเอง เราจะใช้เอง มันก็ไม่น่าจะผิดอะไรตรงไหน ใช่ป้ะล่ะ?

เพื่อนผู้หญิงคนนึงที่ไปเที่ยวด้วยกันสอนเรามาว่า 'แรดได้ แต่ห้ามร่าน สนุกได้แต่ใจ อย่าสนุกทางกาย'

อิอิ

ไปอาบน้ำดีกว่า จะตี 4 ยังไม่ได้อาบน้ำเลย ฝันดีนะคะ





วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

Why I still awake!

อย่างนี้อีกแล้ว

อย่างนี้มาสองคืนแล้ว

มันเป็นอะไรของมันนะ กลางค่ำกลางคืนไม่รู้จักนอน แล้วมานอนหกโมงเช้าเพื่อตื่นบ่าย เพื่ออะไร เพื่อส่ิงใดกัน!!!

ฮืออออออออ ทำไมไม่อยากนอนให้เป็นเวลาเหมือนคนอื่นเขาเล่า ไอ้บ้าเฟิร์น
แย่ๆๆๆๆ แย่ได้อีก แย่ที่สุดเลย

คือมันเป็นอย่างนี้เพราะเครียดด้วยมั้ง หมู่นี้เร่งเร้าจะแต่งนิยาย พล็อตต้องได้ ทุกอย่างต้องมา แต่อารมณ์มันยังกรึ่มๆเหมือนคนเริ่มเมาเหล้า เพราะเครียดเรื่องสอบ ไหนจะกังวลเกรด ซัมเมอร์จะเปิดวิชาที่จะลงมั้ย? อีกทั้งยังเรื่องนิยายอีกแหละ เครียดจริงๆ นะ เพราะที่ผ่านมามัวแต่เถลไถล ไม่ยอมตั้งใจเขียนพล็อตอย่างจริงจัง พอจะได้ๆๆ ก็ลืมที่คิดไว้อยู่ดี

เกลียดตัวเองจัง ว่ามั้ย!

ถ้าไม่มีพรสวรรค์ก็ต้องรู้จักขยันสิ ไม่ใช่อะไรมาขี้เกียจ มันไม่ใช่ป้ะ!

อีกอย่างคือตอนนี้จะไปฟิตเนสกับเพื่อนตอนแปดโมง ตอนนี้ยังไม่นอน ไม่ต้องนอนมันแล้วล่ะ ชีวิต เหอะๆ ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลยวะ ไอ้เฟิร์น นิสัยๆๆๆๆ

พยายามคิดพล็อตให้นางเอกค่อนข้างจะไม่แคร์โลก เชิงนางมารร้าย แต่ไม่ทำร้ายใครถ้าไม่เริ่มกับนางก่อน แต่ตอนนี้คือเราไม่มีอารมณ์นั้น อ่อ อย่าเข้าใจผิดนะ นางเอกของเราไม่ Bitch นะ ไม่แคร์โลกคือเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น อารมณ์แบบจับได้ว่าแฟนนอกใจ นางก็แกล้งๆ ให้โอกาสโดยนับหนึ่งถึงสามอะไรแบบนี้ แต่นางเปลี่ยนใจกะทันหัน นางเลือกให้เลยว่านางจะเขี่ยทิ้งแล้ว ตบท้ายด้วยการเหยียดยิ้มพร้อมส่งเบอร์ผู้ชายของผู้หญิงคนนั้น(ที่แฟนไปนอกใจ) แล้วโทรเรียกผู้ชายคนนั้นมาเลยจ้า


คืออันนี้เราโอเคกะพล็อตอันนี้นะ แต่คือ... ไปต่อยังไง? ไปต่อไม่เป็น บทต่อไปเอาไงดี
ตอนนี้ไม่มีอารมณ์แบบนั้นด้วยเจ้าาาาาาา เลยยังแบบ หนูเอิ่มมม หนูยังอึน มึนๆกะชีวิตอยู่เลย แฮ่ๆ

ไปล่ะๆๆ บ่นมากนิยายไม่เดินอีก พรุ่งนี้ต้องไปยืมนิยายจากหอกลาง ไฟท์ติ้งงงง

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

Wish Vs Gift


เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้...
ไม่อยากได้ของขวัญวันเกิดเลยนะ บอกเลยอ่ะ ต้องอธิบายเพิ่มเติมสินะ จะได้เห็นภาพ
คือ.. คนที่ให้ของขวัญเรากับคนที่อวยพรเฉยๆบนเฟซ ความรู้สึกของเราคือเท่ากันอ่ะ
เพราะคนที่อวยพรบนเฟซ คือ เราไม่ได้ตั้งค่าให้โชว์วันเกิดไว้ เขาอาจจะเห็นจากคนอื่นมาแฮปอะไรแบบนี้ แต่เราก็ดีใจแล้ว
เพราะแสดงว่าอย่างน้อยเขาก็ยังเจียดเวลามาพิมพ์ตัวอักษรเล็กๆน้อยๆให้เรา ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องทำเลย

มันก็เหมือนกันกับเวลาที่เราเหนื่อยๆ เพลียๆจากเรื่องรอบตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องเพื่อนอ่ะ เราไม่อยากได้อะไรเลยนะ ต่อให้มีคนเลี้ยงไอติมก็เถอะ ที่เราอยากได้คือคำปลอบใจ ให้กำลังใจจริงๆ จากใจ
บางครั้งเวลาก่อนสอบหรืออะไรที่เราชอบโทรหาแม่หรือยายจ๋าแล้วขอให้พวกท่านอวยพรให้ ทั้งๆที่มันก็ซ้ำๆกันกับครั้งก่อนหน้านี้นั้นแหละ แต่ก็ทำให้เรามีแรงฮึดสู้ต่อได้อย่างน่าแปลกใจ บางทีนะ...
ความรู้สึกดีๆ กำลังใจดีๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากสิ่งของที่มีค่าหรือราคาอะไรทั้งนั้นอ่ะ
แค่มาจากใจจริงๆ แล้วเราสัมผัสถึงสิ่งนั้นได้จริงๆ

อย่างอื่นก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว ;)


พรุ่งนี้ไลน์ไปให้แม่อวยพรดีกว่า แล้วชีก็คงจะส่งสติ๊กเกอร์ติ๊งต๊องมาให้ตามเคย อิอิ
แต่หายเหนื่อยจริงๆนะคะคุณ



If Proposal project gonna rip my head out like this 

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Cheap trip with three friends :) i spent money less than 200 baht for this trip. How amazing!

อะไรเอ่ยๆๆ
เมื่อคืนนอนตี 4 เพราะหาข้อมูลกับนั่งไล่รายละเอียดเกี่ยวกับ Proposal เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกและ Aureobasidium pullulan   ทั้งๆที่มีนัดเจอกันกับเพื่อนที่ MBK ตอน 11 โมง
สรุปกว่าจะตื่นคือ สิบโมงครึ่งและเดินทาง+อากัปกิริยาเยื้องยุรยาตรไปอีก สิริรวม ถึง MBK 11.20 น. เหมือนจะแย่มาก แต่ไม่เท่าไหร่ เพราะมีเพื่อนมาสายกว่าเราอีก อิอิ สายไป... 12.30 น. เอาเป็นว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนืออีบ้ายังมีอีบ้ากว่านะคะ และอาจจะมีอีบ้าที่สุด อิอิ(ความรู้จาก Comparative adj.)

เราสามสาวเดินทางจาก MBK ไปด้วยรถเมล์สาย 187 ไปลงป้ายรถเมล์สุดท้ายคือ สี่พระยา แล้วต่อเรือด่วนธงสีส้มไปลงที่ วังหลัง ทั้งๆที่เราอยากจะไปลงที่ท่าเตียน(วัดพระแก้ว) แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตารางการเที่ยวครั้งนี้ของเราผิดพลาดไปมากนัก เพราะหลังจากลงเรือได้ไม่ถึง 10 นาที เราก็ได้ โรตีมะตะบะมาครอบครอง อิอิ ถูกมากเลย 20 บาท แต่นุ่มสุดๆ ไม่เคยกินโรตีที่ม้วนกลมๆ แบนๆ ก็ลองไปชิมกันได้นะคะ ถูกมากเลย อร่อยสุดๆ แต่ให้นมน้อยไปหน่อย แฮ่ๆ








หลังจากนั้นเราก็เดินเรื่อยเปื่อยไปหาอะไรกินเรื่อยๆ อาทิ ขนมแตน ซูชิ บลาๆๆ แต่ท้ายที่สุดเมื่ออาการเมื่อยขาเริ่มมาเยือนเราก็เรียกร้องที่จะหาที่นั่งเป็นกิจลักษณะกัน ตอนแรกเดินขาลากไปร้าน บะหมี่จอมพลัง ที่อยู่ไกลมากกกก คนก็เยอะเป็นหนอน กว่าจะฝ่ากันเข้าไปได้ สุดท้ายมาเจอป้าย... ท๊าดาา ปิดค่ะ!!! เจ็บใจนักเชียว แล้วก็มานั่งกินขนมจีนกันคนละจาน(จานละ 30 บาทให้น้อยไปหน่อย แต่ให้อภัยเพราะป้าเจ้าของร้านขาสวย และกระจกเต็มร้านเลย อิอิ) จากนั้นเราก็เดินๆๆแล้วก็นั่งเรือข้ามฟากกลับไป ท่าเตียน เรือข้ามฟากตอนนั้นเปิดเพลงได้ใจ เช่น เพลงอะไรไม่รู้ของ Musketeer กับเพลงไกลแค่ไหนคือใกล้ ทำเอาให้ฉันเดือดร้อนจนได้ ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกันเล้ยยยย




เราก็เดินๆ ไปรอบๆ วัดพระแก้ว ของกินน่ากินมากเลย ไอติมมะพร้าวอ่อน(40 บาท) แต่ไม่ได้กินเพราะมัวแต่ลีลา) เดินไปที่แถวมธ. ซื้อข้าวเหนียวหมูทอด(40 บาท) ขนมปังหน้าหมู(20 บาท) กว่าจะเจอเพื่อนที่นัดกันไว้ก็เกือบสี่โมง วัดพระแก้วปิดให้เข้าชมพอดี ฮ่าๆ แห้วเลย นางอธิบายที่มาช้าเพราะแฟนนางชักช้าาาา แต่เราก็ไปเดินเล่นที่แถวๆวัดโพธิ์ เดินๆ จนขาแทบลาก แต่ก็สนุกไปอีกแบบ เดินไป คุยไปเรื่อยๆ ของกินก็เดินซื้อตลอดข้างทาง ฉันสัญญากับตัวเองแล้วว่าวันนี้จะต้องได้กินของข้างทางเท่านั้น! อร่อยนะคะ ราคาก็ไม่แพง คุณอาจจะบอกว่าสกปรกเพราะฝุ่นบ้างล่ะ แต่ลองไปซื้อชิมดูได้ แล้วจะพบว่าคุณไม่อยากซื้อของในห้างทานเลย เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของน่ารักและเป็นกันเองสุดๆ




สรุปเงินที่เสียไปให้ทริปนี้ตั้งแต่ออกจาก MBK-วัดพระแก้ว-วังหลัง รวมแล้วไม่ถึง 200 บาท อาจจะแพงเมื่อเทียบกับต่างจังหวัด แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในแถบๆ สยาม ปทุมวัน ราชเทวี คุณจะรู้เลยว่า 100 บาทของคุณจะหมดไปอย่างรวดเร็ว และ.... แค่นั้นล่ะ

ขอบคุณวันนี้ที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ได้อะไรหลายอย่างจริงๆ ดีใจมากๆ ที่ได้ไปทริปนี้ อิอิ ฟินเบาๆ ได้ใช้ชีวิตที่เงินไม่ใช่ตัวแปรต้นอีกครั้ง

คุณภาพ ไม่ได้แปรผันตาม ราคาของสินค้า

ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตให้คุ้มกับเวลาที่คุณหายใจบนโลกใบนี้ให้คุ้ม มองโลกในหลายๆ มุม แล้วคุณจะพบว่าอยู่ที่ไหนในโลกนี้ คุณก็สามารถมีความสุขได้ ... เสมอ

- - - - - - - - - - - - - - - - - 

ปิดท้ายความกาก..


เพื่อนสาวแบ่งเกาลัดให้กินตบท้ายอาหารมื้อค่ำ ฉันก็จัดไปเสียอย่าให้เพื่อนต้องเสียน้ำใจ กัดๆ กินๆ ไปเรื่อย บังเอิญว่าฉันมันคนปากไวไปกว่ามือ เลยใช้ฟันกัดๆ เปลือกแบ่งครึ่งแล้วค่อย แงะๆ มันออกมากิน ไม่ได้ใช้มือแบะมันออกมาเหมือนเพื่อน กินไปเดินไปเรื่อยๆ เปลือกเกาลัดเจ้ากรรมก็ดันหลุดเข้ามาในปาก ฉันอารมณ์ที่กินเพลินๆก็ขี้เกียจเอามือแงะมันออกจากปาก เลยใช้ลิ้นดันๆ มันออกมา หวังว่ามันจะหลุดมาแล้วพ่นออกไป พ่นประมาณสามทีมันก็ไม่ยอมออกมา ฉันกำลังจะพ่นอีกที แต่ก็หันไปเห็นทางขวามือทางเดียวกันที่ฉันพยายามพ่นเปลือกเกาลัดไปทางนั้นพอดี มีชายคนนึงไม่ทราบชื่อ อายุ แต่คาดว่าคงไม่ห่างจากฉันเกิน 5 ปีแน่นอน เดินขึ้นมาแซงหน้า
คุณนึกอารมณ์ออกมั้ย? อารมณ์เหมือนรถแซงหน้าเราขณะที่ความเร็วมันคู่คี่สูสีกับเรา นั้นน่ะ

ณ วินาทีนั้น ฉันสงสารแม่สุดใจ ทำไมแม่ช่างโชคร้ายเยี่ยงนี้ มีลูกสาวคนเดียวก็ดันเป็นผู้หญิงที่ห่างไกลจากความเป็นสุภาพสตรีอะไรเยี่ยงนี้
จากนั้นฉันก็ทรุดลงกับพื้นพร้อมกับกลั้นหัวเราะให้ความน่าอับอายของตัวเอง เพื่อนสาวที่เดินมาด้วยก็งง สงสัยในพฤติกรรมที่แปลกไปของฉัน ที่เอาแต่หัวเราะตัวเอง อย่าว่าแต่ไอ้เพื่อนเลย ผู้ชายคนนั้นที่คาดว่าน่าจะโดนสารคัดหลั่งจากปากฉัน ไม่ก็เศษเปลือกเกาลัดสารเลวนั้นยังหันมามองเลย ฉันเลยพยายามหยุดหัวเราะและหันไปมองชายผู้โชคร้ายนั้น แล้วเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็พยายามปลอบใจฉันว่า ฉันคงไม่ซวยขนาดทำเปลือกเกาลัดโดนหน้าผู้ชายคนนั้นหรอก ใช่! ฉันยังไม่ได้พ่นเปลือกเกาลัดโดนหน้า ‘เขา’ เพราะเปลือกเจ้ากรรมนั่นมันยังอยู่ในปากฉัน แต่สิ่งที่เขาจะได้รับจากฉัน อาจจะเป็นน้ำลาย หรือเนื้อเกาลัดที่ฉันพ่นออกไปมั่วๆก็เป็นได้

ณ วินาทีนั้น แม่คือสิ่งเดียวที่ฉันระลึกได้ว่าจะทำให้แม่ คือ... ฉันจะไม่พ่นเศษเปลือกเกาลัดมั่วซั่วอีกแล้ว



 ็ไม่็sFFGFD















วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Staying awake until dawn?


ขี้เซา...แต่ไม่ชอบนอนหลับในเวลาที่ควรจะนอน
ฟังดูก็สมเหตุสมผล
แต่ไม่สมควร เท่านั้นเอง

พรุ่งนี้มีเรียน 9 โมงเช้า แต่เราก็ยังเถลไถลได้เรื่อย จะอ้างว่าเป็นเพราะเราเพิ่งนอนตอนทุ่มนึงก็คงไม่ผิดเท่าไหร่ ฮ่าๆ ก็มันไม่ง่วง จะให้นอนมันก็แปลก

ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเหตุการณ์ระทึกใจชวนให้เสียขวัญก็คงไปดู Frozen(รอบสอง)แหละมั้ง ... ไม่ก็วันอังคาร หลังจากสอนพิเศษน้องเสร็จก็ไปดู
ชีวิตยังดูมีความสุขซะเหลือเกินนะเฟิร์น
ใครบอกว่าอยู่คนเดียวน่ะเหงาแสนเหงา
มาให้ชกหน้าซะดีๆ เราล่ะ รักช่วงเวลาแบบนี้จริงๆ
มันเป็นช่วงเวลาที่เราเป็นตัวเรา ไม่ต้องหมุนรอบตัวใคร ไม่ต้องคอยเป็นห่วงใครให้วุ่นวายใจเปล่าๆ เหนื่อยจะตาย

เพื่อนชอบบอกว่าเราช่างเป็นคนที่ไม่คิดอะไรเลย ชีวิตดูมีความสุขซะเกินหน้าเกินตา
แต่เราก็อยากจะถามกลับว่า ถ้าเห็นว่าเรามีความสุขเพราะไม่คิดอะไรให้ปวดสมอง แล้วทำไมไม่ลองทำตามเราล่ะ? แปลกดีเหมือนกัน
บางสิ่งที่เราก็รู้ก็เห็นว่าการลอกเลียนแบบมันเป็นผลดีต่อชีวิตและไม่ทำร้ายให้ใครเดือดร้อนแต่ทำไมเราไม่ทำตาม
มนุษย์ช่างเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนมากกว่าแมวที่คิดจะครองโลกซะอีก ถ้าจะใช้ C-value paradox มาอธิบายก็คงไม่พอหรอก
ตลกดีเหมือนกันเมื่อวาน...
ไม่สิ ถ้าจะเล่าก็ต้องบอกว่าเมื่อวานซืน เรา แม่และเพื่อนสนิทคุยกันเรื่องที่เราอยากมีลูกแต่ไม่อยากแต่งงาน เราบอกแม่ไปว่าเราอยากได้ Sperm donation แต่แม่แนะนำว่าทำไมไม่เอาของญาติฝรั่งที่รู้จักกัน ประหยัดตั้งสองแสน เราบอกแม่ว่าไม่ดีกว่า เอาคนที่ไม่เคยรู้จักกันจะดีกว่า ถ้าเราจะมีลูกต้องมีเงินเตรียมไว้ให้ระหว่างดูแลตัวเองและทำจิปาถะแน่ๆคือ สามล้านแน่นอน เพราะฉะนั้น ต่อให้ราคาห้าแสนเราก็สู้ ฮ่าๆ แลเป็นความคิดที่บ้าบอ แต่จริงจังนะ บอกเลย
ก่อนหน้านี้เราไม่คิดว่าเราจะอยากตั้งครรภ์เอง มันดูเป็นอะไรที่น่าเจ็บปวดมาก อีกอย่างเราไม่มีครอบครัวใหญ่โตที่จะมีคนมาดูแลเรามากมายขนาดนั้น เคยคิดว่าจะรับเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กสงเคราะห์มา เอาแบบเด็กเบบี๋เลย และเราจะเลือกเด็กที่มีกรุ๊ปเลือดที่มีความน่าจะเป็นลูกเรามากที่สุด ไม่อยากให้เด็กคิดว่าเป็นลูกเลี้ยงของเรา เพื่อนก็มองเราทึ่งๆ แล้วก็ตบท้ายความคิดของเราทั้งสองอย่างว่าปัญญาอ่อนสิ้นดี และแทบจะวางพนันว่าเราไม่มีทางที่จะต้องพึ่งสองวิธีนั้นแน่นอน
จริงๆ เราก็อยากพนันจะแย่ แต่หมู่นี้แพ้พนันตัวเองบ่อยมาก ฮ่าๆ ไม่อยากหาเรื่องให้ตัวเอง

กลับมาเรื่องเมื่อวาน หลังจากที่เราคุยกับแม่ไปเมื่อวานซืน เมื่อวานแม่ก็ได้ไปเจออาม่าคนนึงเห็นรูปเราบน wallpaper บนมือถือแม่ ก็ทักว่าเราเป็นเด็กดีและจะได้สามีล่ำซำ แม่กลับมาเล่าให้เราฟัง เราก็หัวเราะใส่หน้าแม่ใหญ่โต แต่เราก็แอบสังเกตได้นะ ว่าแม่คงอยากให้เราแต่งงานแต่งการมีลูกมากกว่าจะไปเร่ขอ Spermatocyte ที่ผ่าน Epididymis จากผู้ชายที่ไหนไม่รู้มามากกว่า
แต่ก็นะ เป็นเรื่องอนาคต เราไม่ได้อยากจะคาดหวังอะไรมากมายกับจุดนั้น
แต่แสดงจุดยืนให้แม่รับรู้แต่เนิ่นๆว่า เราพอใจที่จะเป็น Single mom ถ้าสมมติเราไม่มีตัวเลือกหรือไม่เลือกใครก็แล้วแต่เถอะ

บ้าบอที่สุด
เขาว่ากันว่า อากาศร้อนทำให้เราบ้า แต่เราว่าอากาศหนาวที่ทำให้เราเพ้อเจ้อมากเลยนะ อะไรไม่รู้
ไปๆ อาบน้ำเถอะ ควิซแลบก็ยังไม่ได้อ่าน โอ้วววเย~

สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ :)

To do lists,.
  • -             ติดต่ออ.เรื่อง Proposal ********************** Urgent!
  • -             เอาหนังสือไปคืนหอกลาง
  • -             กินข้าวให้ตรงเวลา
  • -             จัดชีทจะได้ทำตารางอ่านสือได้ซักที
  • -             ทำงานกลุ่ม : Prin med gen and Proposal
  • -             ทำชีทสอนพิเศษน้อง!!!
  • -     ทำ Cover letter ด้วย shittttt ลืมสนิทเลยจ้ะ